Breaking News

เตรียมตัวพร้อมก่อนฉีดวัคซีนให้ปลอดภัย


การระบาดของโควิด 19 ยังมีความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลเร่งบริหารจัดการวัคซีนโควิด 19 ด้วยนโยบายที่ต้องการให้ทุกคนในประเทศไทยเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกระบบ 3 หมอ (หมอประจำบ้าน/หมอสาธารณสุข/หมอครอบครัว) ผ่าน อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและยุว อสม. หรือ ยุวอาสาสมัครสาธารณสุขเพื่อเชิญชวนครอบครัวคนไทยเข้ารับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามในช่วงที่ประชาชนจะได้รับวัคซีนจากการจองจากแหล่งต่าง ๆ ในเดือนมิถุนายนนี้ กระทรวงสาธารณสุข จึงมีข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีน 7 ข้อ ดังนี้


1) สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีน
ให้ งด ออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2) วันที่ฉีดควรดื่มน้ำอย่างน้อย 500 - 1,000 ซีซี งด ชา กาแฟ หรือ ของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3) ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
4) หลังฉีดแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5) ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมได้ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6) การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือน และ
7) ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ ฉีดต่ออีก 1 นาที


การฉีดวัคซีนถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (heard immunity) แก่ประชาชนให้เกิดขึ้นโดยเร็วซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการเสียชีวิต ตลอดจนลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์โดยการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้ครอบคลุมมากที่สุด ดังนั้นแม้ว่าประชาชนได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ก็ต้องปฏิบัติด้านสุขอนามัยควบคู่ไปกับวิธีการป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอเมื่ออยู่ในที่ชุมชน หมั่นล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของ และพยายามเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล

D-M-H-T-T-A คือ เว้นระยะห่าง-สวมหน้ากากทุกครั้ง-ล้างมือบ่อย ๆ-ตรวจเร็วควบคุมไว-ไปไหนสแกนไทยชนะหมอชนะ

แหล่งข้อมูล : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 
                        กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


ไม่มีความคิดเห็น